loading

TNP Cosmeceutical

Original Equipment Manufacturer

ส่องวิสัยทัศน์ 3 ธุรกิจใหญ่แตกไลน์ธุรกิจเดิม..สู่ธุรกิจความงาม

วันที่แก้ไขล่าสุด: 02/04/2020 | จำนวนผู้เข้าชม: 1640

     ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจความงามของไทยมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นธุรกิจดาวรุ่งแห่งปีอยู่เสมอ และในปี 2563 ก็ยังคงติด 1 ใน 10 ธุรกิจดาวรุ่งแห่งปี ท่ามกลางเทรนด์ธุรกิจใหม่ๆที่เกิดขึ้นไม่ขาดสาย ซึ่งสวนกระแสของหลายคนที่ไม่เชื่อว่าธุรกิจความงามจะยั่งยืน อีกไม่นานก็ต้องตก หมดกระแสความนิยม 

     เวลานี้ ใช้จังหวะที่ควรทำแบรนด์หรือยัง? วันนี้ธุรกิจความงามกำลังเนื้อหอมขั้นสุด แม้แต่แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Hermes ยังหันมารุกตลาดความงาม แตกไลน์เมคอัพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์อายุกว่า 188 ปี ในขณะที่ธุรกิจใหญ่ของไทยหลายราย ก็เริ่มลุยตลาดความงามในประเทศ มาดูกันว่าจะมีธุรกิจอะไรบ้าง และกลยุทธ์ของการทำแบรนด์ในยุคนี้ ควรเป็นอย่างไร



ที่มาภาพประกอบ: www.rainmaker.in.th 

     เริ่มต้นที่ RS ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เมืองไทย ยืนหยัดในวงการเพลงและสื่อบันเทิงมากว่า 37 ปี แต่ต่อมาได้แตกไลน์เข้าสู่ธุรกิจความงาม โดยมีแบรนด์หลักๆได้แก่ มาจีค (Magique) รีไวฟ์ (Revive) และ S.O.M. ที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม  ซึ่งจุดเด่นของ RS คือ ช่องขายสินค้าผ่านระบบ MPC หรือ Multi Platform Commerce ที่มีทั้งช่องทางออนไลน์อย่าง RS Mall ,ทีวีดิจิทัล ช่อง 8,  วิทยุ COOL Fahrenheit , การขายผ่านเทเลเซล รวมไปถึงในสื่อทีวีที่เป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจอีกด้วย

     ซึ่งการใช้สื่อออฟไลน์ต่างๆที่หลายคนมองว่าไม่สำคัญในยุคนี้ อย่างทีวี วิทยุ รวมไปถึงระบบเทเลเซล มาสื่อสาร กลับกลายเป็นสื่อโฆษณาที่ทำให้ RS ประสบความสำเร็จในตลาดความงาม เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจของ nelsen ที่ระบุว่า คนอายุน้อยกว่า 35 ปี จะใช้เวลากับสื่อออนไลน์ แต่คนอายุ 35 ปีขึ้นไป จะมีแนวโน้มใช้เวลาดูทีวีต่อวันเพิ่มขึ้น


     อีกหนึ่งแบรนด์ใหญ่ วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก KiSAA ของคุณวัฒนา ดำรงทรัพย์ไพศาล ซึ่งทำธุรกิจสินค้าไอทีแบรนด์ Asaki แต่เห็นความเติบโตของกลุ่มสินค้าความงาม จึงเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดูแลผิวภายใต้แบรนด์ “KiSAA” โดยเน้นนำเสนอนวัตกรรมสารสกัดใหม่ๆที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค และได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP และ Halal ซึ่งน้อยแบรนด์ที่จะทำได้

     ช่องทางจำหน่ายของ KiSAA เน้นไปที่โมเดิร์นเทรดและบิวตี้สโตร์ต่างๆ ทั้ง คิงพาวเวอร์ , โรบินสัน , อีฟ แอนด์ บอย และ เซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งในเวลา 3 ปีที่มุ่งมั่นทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้แบรนด์ KiSAA ก้าวจากแบรนด์น้องใหม่ขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีฐานลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวจีน


    ปิดท้ายด้วยแบรนด์นางงาม ของคุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล พิธีกรและผู้จัดเวทีประกวดมิสแกรนด์ ที่ล่าสุดเพิ่งฉลองยอดขายร่วม 400 ล้านบาทเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สวนกระแสเศรษฐกิจที่ใครๆก็คิดว่าซบเซา ด้วย 4 ผลิตภัณฑ์นางงามขายดี อย่าง เซรั่มรักแร้นางงาม , Face Serum , Neck Serum และ Hand Gel Plus 

     โดยเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์นางงาม คือ การขายสินค้าผ่านระบบตัวแทนจำหน่ายช่องทางเดียว ที่บริหารจัดการแบบมืออาชีพ ร่วมกับการทำการตลาดส่งเสริมแบรนด์ทั้งออฟไลน์ออนไลน์ และเลือกเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวแรกด้วยเซรั่มรักแร้นางงาม ซึ่งไม่มีคู่แข่งในท้องตลาด และราคาคุ้มค่า เพียงซองละ 59 บาท เพื่อสร้างฐานลูกค้า ก่อนที่จะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆออกสู่ท้องตลาด จึงทำให้แบรนด์นางงามเป็นที่รู้จักและเติบโตอย่างรวดเร็ว


     จากตัวอย่างธุรกิจความงามที่หยิบยกมา จะเห็นว่า RS ขายผ่านออนไลน์และเทเลเซล ,KiSaa เน้นโมเดิร์นเทรด และแบรนด์นางงามขายผ่านตัวแทน แต่ทั้ง 3 ธุรกิจก็ประสบความสำเร็จได้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในยุคปัจจุบัน หมดยุคของการแบ่งแยกโลกออนไลน์กับออฟไลน์ จะช่องทางไหน ก็เข้าถึงลูกค้าได้หมด แต่คนที่ขายสินค้าได้คือ คนที่เข้าใจกลุ่มลูกค้าว่าต้องการอะไร ควรสื่อสารแบบไหน ถึงจะมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้การที่ RS , KiSAA นางงาม กล้าลงทุนในตลาดเครื่องสำอาง ที่มีครีมเคาร์เตอร์แบรนด์ต่างๆวางขายอยู่เต็มไปหมด ด้านหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ แต่ชอบลองใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ใหม่อยู่เสมอ ดังนั้นจึงทำให้ผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ใหม่ที่มีคุณภาพ สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากแบรนด์เก่าได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ความงามเป็นสินค้าที่มีกำไรต่อหน่วยสูง จึงมีโอกาสทำกำไรได้เยอะตามไปด้วย
 

ลองคิดดู? ประเทศไทยมีประชากรเกือบ 70 ล้านคน เราแค่ตั้งเป้าขายเดือนละ 100 ชิ้น ทำไมสินค้าของแบรนด์เราจะขายไม่ได้ ถึงแม้จะมีทุนน้อยกว่า แต่เริ่มต้นไว ก็ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน เพราะยุคนี้ไม่ใช่ปลายใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นปลาเร็วกินปลาช้าต่างหาก

 

ถอดรหัสธุรกิจ อยากสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำ 6 ข้อนี้

1. ต้นทุนการผลิต: การผลิตสินค้าแต่ละครั้งแน่นอนว่า หากผลิตในจำนวนน้อย ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นอาจจะสูง แต่ในทางกลับกัน การผลิตเป็นจำนวนมากก็อาจจะทำให้สินค้าคงเหลือค้างสต๊อกเกินควร จึงควรเจรจากับผู้ผลิตในชัดเจน เพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มค่ากับการผลิตในแต่ละครั้งมากที่สุด

2. คุณภาพสินค้า: กว่า 90% ของผู้บริโภค เห็นตรงกันว่า คุณภาพของสินค้าควรตรงกับที่โฆษณาไว้ ดังนั้นในการสร้างแบรนด์ ผู้ประกอบการควรมั่นใจว่าสินค้าของเรามีคุณภาพตามที่โฆษณาไว้จริง

3. ราคาจับต้องได้: ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ และผู้บริโภคจะตัดสินความคุ้มค่าของสินค้าจากผลลัพท์ที่สินค้ามอบให้ ดังนั้นราคาควรเหมาะสมกับคุณภาพและกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์วางไว้

4. สื่อสารต่อเนื่อง: เพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ต่อเนื่อง ผู้ประกอบจึงควรสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ผ่านทางด้าน Content และ Promotion เพราะนอกจากผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าและ ยังต้องการความเชื่อมั่นผ่านการปรึกษาหรือหาตนตัวเจ้าของแบรนด์ได้

5. ระยะเวลา: ในการทำธุรกิจ ต้องมองเป้าหมายระยะยาว ไม่ทำๆหยุดๆ ต้องมีความสม่ำเสมอในการชวนให้ลูกค้ามามีปฏิสัมพันธ์อยู่เสมอๆ เพราะในยุคนี้ผู้บริโภคมีตัวเลือกเยอะ ต้องยอมรับว่าแบรนด์เราอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น แต่หากเราให้เวลาและจริงจังกับการสร้างแบรนด์ อย่างไรความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลแน่นอน

6. หาช่องทางใหม่อยู่เสมอ: ปัจจุบันมีช่องทางการขายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตลาดไปต่างประเทศ คือหนึ่งโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจโต ซึ่งหน่วยงานภาครัฐก็มีการสนับสนุน SME ในการขยายตลาดไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขอเพียงเราเปิดหูเปิดตาไว้ โอกาส สำหรับช่องทางการขาย ย่อมมาถึงเราแน่นอน 

สินค้าที่ใกล้เคียง

สำรวจตลาดเครื่องสำอา

ตลาดความงามในประเทศพม่า ถือเป็นหนึ่งในตลาดความงามที่มีขนาดให

ขายอยู่ดีๆ ครีมแยกชั

กว่าจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ต้องอาศัยทั้งความทุ่มเทเวล

ตั้งชื่อแบรนด์ให้ปัง

ในแต่ละวัน คนเราต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารปริมาณมหาศาล สมองของเ